อว.-MITจับมือเชื่อมวิจัยAIดูดมหาวิทยาลัย-สตาร์ตอัปขับเคลื่อนประเทศ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

การดู : 20

อว.-MITจับมือเชื่อมวิจัยAIดูดมหาวิทยาลัย-สตาร์ตอัปขับเคลื่อนประเทศ

แชร์ :

อ.เชน นำกระทรวง อว.จับมือสถาบัน  MIT สหรัฐฯ ผลักดัน AHA Thailand ดึงมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup ขับเคลื่อนประเทศ ลุยโครงการ Learning Lab สร้างกระบวนการเรียนรู้ – ใช้ AI ให้คนทุกช่วงวัยก่อนต่อยอดไปสู่นโยบาย แพลตฟอร์มการเรียนรู้กลางระดับชาติ 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เสวนา AI: The Invisible Architect of Future Industry แลกเปลี่ยนนโยบายและแนวทางการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) พร้อมด้วย ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี MIT Media Lab ผู้เชี่ยวชาญด้าน Human-AI Interaction ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA  เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 69

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว.จะร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology – MIT) ประเทศสหรัฐอเมริกา  2 โครงการหลัก คือ 1.เชื่อมโยงงานวิจัยขั้นสูง (Advanced Research) ด้าน AI และมนุษย์ ระหว่างไทยกับ MIT ผลักดันให้เกิด  AHA Thailand เป็นแกนกลางดึงดูดมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ ทั้งการพัฒนาทุนมนุษย์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  2. โครงการ Learning Lab ร่วมกับ Open AI ค้นหารูปแบบ AI ที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กไทยมากที่สุด สร้างเป็นพิมพ์เขียว (Blueprint) พัฒนาคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก วัยแรงงานที่ต้อง Reskill/Upskill ไปจนถึงผู้สูงวัยหลังเกษียณ ให้ปรับตัวใช้เทคโนโลยีและกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ ให้กับประเทศ งานวิจัยด้านการศึกษา จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่นโยบายและการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้กลางระดับชาติต่อไป

 

“AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีหนึ่งแขนง แต่เป็นแกนหลัก เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสำคัญอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านไบโอเทค การแพทย์ การพัฒนายา การพัฒนา AI ยังส่งผลต่อเนื่องถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ ประเด็นสำคัญไม่ใช่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือ การเตรียมคน หรือทุนมนุษย์ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ให้ทุกคนใช้ AI เป็นเครื่องมือพัฒนาตนเองและประเทศ  จึงผลักดันแนวคิด AI for All เปิดโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มเข้าถึง ใช้ AI ได้ทั่วถึง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุขการพัฒนาสังคม ให้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศทุกมิติอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ดร.พัทน์ กล่าวว่า ทิศทางด้าน AI ของประเทศไทยอธิบายได้ 3 ทิศทางหลัก 1.เปลี่ยนบทบาทของ AI จากเครื่องมืออัตโนมัติให้กลายเป็นคู่หูทางปัญญา หรือ Intelligence Augmentation (IA) เสริมศักยภาพของมนุษย์ ขณะเดียวกัน AI ต้องถูกนำมาใช้เปิดมุมมองชีวิตให้กับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาส จำลองเส้นทางอนาคตที่หลากหลาย สร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายในชีวิต 2.พัฒนา AI เป็นโค้ชทางความคิด ไม่ได้ให้คำตอบโดยตรง แต่ช่วยตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา ลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงในโลกดิจิทัล รวมถึงการนำ AI มาใช้ปลดล็อกข้อจำกัดของงานวิจัย ให้ใช้งานจริงมากขึ้น 3. การยกระดับวัฒนธรรมไทย บูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง ภายใต้แนวคิด Heritage + Technology + Art + Innovation (H.T.A.I.) ผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เช่น ใช้ AI วิเคราะห์และต่อยอดท่าทางนาฏศิลป์ไทยอย่างโขน เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ที่ยังคงอัตลักษณ์ดั้งเดิม แต่ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน การออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศิลปะกับเทคโนโลยี เช่น การให้เยาวชนเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของ AI ในการรำไทย ช่วยขยายการรับรู้วัฒนธรรมไทยสู่สังคมดิจิทัลในวงกว้าง  

ดร.พัทน์ กล่าวอีกว่าความร่วมมืออีกด้านคือ การนำ Soft Power ทำงานร่วมกับ Hard Technology อย่าง AI เติมเต็มศักยภาพซึ่งกันและกัน ไม่ได้มองแค่การอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่มุ่งการพัฒนาต่อยอด เช่นการใช้ AI  วิเคราะห์ ทำความเข้าใจศิลปะการแสดงโขนเชิงลึก เป็นต้นแบบการแปลงมรดกทางวัฒนธรรมเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคต ขยายผลไปยังศิลปวัฒนธรรมแขนงอื่นๆ เป้าหมายคือทำให้ AI เป็นเพื่อนช่วยสนับสนุนการทำงาน ไม่ใช่เข้ามาดิสรัป (Disrupt) หรือทำลายล้าง

 

#อุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI)  # AHA Thailand

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง