บ้านเหมืองกุงจากชุมชนช่างปั้นสู่ชุมชนหัตถศิลป์

วันพฤหัส ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569

การดู : 14

บ้านเหมืองกุงจากชุมชนช่างปั้นสู่ชุมชนหัตถศิลป์

แชร์ :

เปิดงานวิจัยทุน รวพ.ปรับแนวคิด ผลิตภัณฑ์ดินปั้นเดิมๆ ราคาถูก เป็นงานหัตถกรรมคอลเลกชั่นแบบมีสไตล์ ขายโรงแรม ภัตตาคารร้านอาหารได้ราคาดี ช่างมีรายได้เพิ่ม

 

บ้านเหมืองกุง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาล้านนาสำหรับใช้ในพิธีกรรมและประเพณีต่าง ๆ ของชาวล้านนามีอายุกว่า 200 ปี เช่น ประเพณียี่เป็ง การถวายสังฆทาน การใช้ในชีวิตประจำวัน ที่สืบทอดภูมิปัญญาแบบรุ่นสู่รุ่น เป็นหนึ่งในสถานที่เรียนรู้เรื่องเครื่องปั้นดินเผาของผู้สนใจและนักศึกษาสายศิลปะในปัจจุบัน

โครงการพัฒนาห่วงโซคุณค่าศิลปหัตถกรรมดินปั้นบนฐานทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ ดร.ภาสินี ศิริประภา คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) เป็นหัวหน้าโครงการ กรอบวิจัยการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises=LE) บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนทิศทางตลาด สู่ตลาดงานสร้างสรรค์ ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของตัวชิ้นงาน เรื่องราว และผู้สร้างมากกว่าการเป็นเพียงของใช้ทั่วไป ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับคุณค่าของผู้ปั้น ทำให้ช่างมีรายได้ที่เหมาะสมกับฝีมือ ลดการทำงานหนักเกินจำเป็น ฟื้นคืนจิตวิญญาณการสร้างสรรค์งานเครื่องปั้นดินเผาได้อีกครั้ง

ดร.ภาสินี  กล่าวว่าเป้าหมายปีแรก (พ.ศ.2566-2567) คือปรับเปลี่ยนทัศนคติของช่างปั้น จากการผลิตตามคำสั่งซื้อของพ่อค้าคนกลาง ซึ่งได้ผลตอบแทนต่ำ สร้างกิจกรรมทดสอบตลาด ทำให้ช่างปั้นได้พบปะ แลกเปลี่ยนกับลูกค้าที่เห็นคุณค่างานเครื่องปั้นดินเผา ยินดีจ่ายในราคาตามคุณค่าของงานและฝีมือผู้ปั้น ทำให้เห็นโอกาส ศักยภาพการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดด้วยแนวคิดคน–ของ–ตลาด ของกรอบวิจัย LE

“นอกจากปรับ Mindset ของช่างปั้นไปสู่การผลิตงานหัตถศิลป์ควบคู่กับการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานปัจจุบัน ทีมวิจัยยังใช้ความรู้ทางวัสดุศาสตร์ เผาดินปั้นจากแหล่งดินเดิม ด้วยความร้อนสูง เติมทักษะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยรักษาเทคนิค วิธีการผลิตที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนไว้ เมื่อนำเครื่องปั้นดินเผาชนิดเคลือบจากการพัฒนาไปทดลองตลาดกับลูกค้า จัดแสดงในงานต่างๆ  พบว่าผลิตภัณฑ์ประเภทภาชนะสำหรับโต๊ะอาหาร ได้รับความสนใจจากลูกค้ากลุ่มโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหารทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ เกิดการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่างปั้นมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเดือนละ 2,000–5,000 บาท ทั้งเป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิท้องถิ่น และ ช่างฝีมือท้องถิ่น  ต่อยอดให้เกิดคุณค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปัญญาครอบคลุมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและการขยายการรับรู้ เพื่อให้ชุมชนบ้านเหมืองกุงยกระดับตนเองจากชุมชนช่างปั้นสู่ชุมชนหัตถศิลป์”

นายวชิระ สีจันทร์ อายุ 50 ปี ช่างปั้นรุ่นที่ 4 ของครอบครัว กล่าวว่าการเข้าร่วมโครงการ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีคนในชุมชนกลับมาทำงานปั้นแล้วหลายราย ทั้งการนวดดิน ปั้นดิน การทำลวดลาย เด็กในชุมชนก็หันมาเรียนรู้ทักษะนี้ มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาให้กับนักท่องเที่ยว มั่นใจว่างานปั้นดินเผาของบ้านเหมืองกุงจะไม่เหลือเพียงตำนานอีกต่อไป

สำหรับการดำเนินโครงการฯ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2568–2569)  ทีมวิจัยสนับสนุนให้ช่างปั้นสร้างงานที่เป็น Craft Collection (คอลเลกชันหัตถกรรม)งานปั้นในสไตล์ของตนเอง เพื่อลูกค้ากลุ่มที่ต้องการความเฉพาะตัว การทำให้บ้านเหมืองกุงเป็นพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ภูมิปัญญางานปั้น เพื่อให้ชุมชนรักษาภูมิปัญญาให้คงอยู่ต่อไปได้ด้วยตนเอง  ควบคู่กับการสร้างทักษะด้านการบริหารจัดการ การผลิต การขาย และระบบบัญชี ตามกรอบวิจัย LE เพื่อสร้างผู้ประกอบการชุมชนในการยกระดับรายได้ เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

 

/////////////////////////////////////////

 

#หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่  #ดินเผาล้านนา

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง