ป่าสร้างรายได้ พลิกชีวิตชาวทาเหนือด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา
วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
การดู : 7
แชร์ :
ทำไม “ป่า” ถึงไม่ทำให้ “คนอยู่ดี” และทำไมผืนป่าที่เคยเป็นแหล่งชีวิตของผู้คน ถึงไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนได้


ป่ากว่า 47,000 ไร่ในตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ที่ควรเป็นเสมือน “ขุมทรัพย์” ของชุมชน เพราะพื้นที่ถูกขนาบด้วยอุทยานแห่งชาติถึง 2 ฝั่ง มีป่ากว้างใหญ่และดูอุดมสมบูรณ์ แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่นี่อยู่ที่เพียง 38,000 บาทต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งจังหวัดเชียงใหม่สูงถึง 136,043 บาทต่อปี หรือต่ำกว่ากันเกือบ 4 เท่า ภาพที่เห็นจึงกลายเป็นคำถามใหญ่ของพื้นที่นี้ว่าทำไม “ป่า” ถึงไม่ทำให้ “คนอยู่ดี” และทำไมผืนป่าที่เคยเป็นแหล่งชีวิตของผู้คน ถึงไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนได้

เพื่อหาคำตอบ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ภายใต้โครงการวิจัย “ป่าสร้างรายได้: การยกระดับรายได้สิทธิครัวเรือน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้และยกระดับนวัตกรในป่าชุมชน” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) จึงเริ่มค้นหาสาเหตุจากการ “ย้อนดูอดีต” อย่างเป็นระบบ ด้วยเครื่องมือ Time Line Analysis หรือการไล่เรียงเหตุการณ์ตามช่วงเวลา แล้วพบจุดเปลี่ยนสำคัญในปี พ.ศ. 2540 ช่วงเวลาที่การทำเกษตรเชิงเดี่ยวและพิษเศรษฐกิจทำให้หลายครัวเรือนถูกบีบให้ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ทางเลือกของคนในเวลานั้นคือการขยายพื้นที่ทำกินเข้าไปในป่า ทว่าการรุกล้ำเพื่อความอยู่รอดนั้นได้ทิ้ง “บาดแผล” ไว้ เมื่อเวลาผ่านไป ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ค่อย ๆ กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม และเมื่อป่าเสื่อมโทรม ความสามารถในการเป็นแหล่งอาหารและรายได้ของชุมชนก็ค่อย ๆ ลดลง

โจทย์ของโครงการ “ป่าสร้างรายได้” จึงไม่ใช่แค่ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ต้องทำให้ป่ากลับมา “เกื้อกูลคน” ได้อีกครั้ง และในเวลาเดียวกันก็ต้องทำให้คนอยู่กับป่าได้แบบสมดุล นี่คือจุดที่โครงการเลือกแนวทางสำคัญ คือ “ไม่ทิ้งของเก่าเพื่อเอาของใหม่” แต่ใช้วิธีผสาน “นวัตกรรมพร้อมใช้” เข้ากับ “ภูมิปัญญาปกาเกอะญอ” เพราะถ้าจะทำงานกับป่าให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากความเชื่อ ความสัมพันธ์ และวิถีของคนในพื้นที่ก่อน

โครงการเริ่มจากการดึงศักยภาพของต้นทุนเดิมในชุมชน ยึดเอาความเชื่อของพี่น้องชาวปกาเกอะญอที่ผูกพันกับผืนป่าเป็นแกนหลัก เพราะคนกลุ่มนี้มีแรงปรารถนาจะฟื้นป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังขาดเครื่องมือและระบบที่ทำให้ “การดูแลป่า” กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” จากนั้นโครงการใช้วิธีคัดเลือกคนเข้าร่วมอย่างเป็นระบบ มีการใช้ Gap Analysis เพื่อดูช่องว่างระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่กับสิ่งที่อยากไปให้ถึง และใช้ Personal Skill Assessment Chart ประเมินทักษะ เพื่อคัดเลือกครัวเรือนที่มีศักยภาพและพร้อมจะพัฒนาตนเองต่อยอดให้เกิดผลจริง วิธีนี้ทำให้การเริ่มต้นแข็งแรง และช่วยให้เห็นผลได้ชัดเจน

เมื่อได้กลุ่มที่พร้อมแล้ว ขั้นต่อมาคือ “ติดอาวุธ” ด้วยเทคโนโลยีพร้อมใช้ 4 ตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ตัวแรกคือระบบ UD-Fine ที่ช่วยให้ชาวบ้านบริหารจัดการทรัพยากรอย่างแม่นยำ และทำ “แผนที่สร้างรายได้” ได้ด้วยตัวเอง หมายถึงชาวบ้านสามารถกำหนดพิกัดและรู้ได้ว่า “ขุมทรัพย์” ในป่าของตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่ใช่ทำแบบเดาสุ่มเหมือนที่ผ่านมา ตัวที่สองคือการยกระดับ “ขอนเห็ด” เชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งต่อยอดภูมิปัญญาปกาเกอะญอเดิม เปลี่ยน “ขอนไม้แห้งที่อาจกลายเป็นเชื้อไฟให้ป่า” ให้กลายเป็นแหล่งเพาะเห็ดมูลค่าสูง นั่นแปลว่าชุมชนได้ทั้งรายได้ และยังช่วยลดความเสี่ยงไฟป่าไปพร้อมกัน ตัวที่สามคือการสร้าง บัญชีตะกร้าครัวเรือนที่ทุกครัวเรือนสามารถตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายที่สอดคล้องกับ “ปฏิทินผลผลิตจากป่า” เพื่อให้รู้ว่าช่วงไหนเก็บอะไรได้ วางแผนการเก็บเกี่ยวและสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอรายได้เป็นฤดูกาลเดียวแล้วขาดช่วง และตัวที่สี่คือการพัฒนาคนให้เป็น “นวัตกรชุมชน” หรือคนในชุมชนที่วางแผนชีวิตตัวเองได้ ใช้ข้อมูลและเครื่องมือจัดการป่าอย่างมีระบบ ไม่ต้องพึ่งคนนอกตลอดไป

อีกเรื่องที่ทำให้การทำงานเดินหน้าเร็ว คือแนวคิด “ใช้ตลาดนำการผลิต” เพราะปัญหาของหลายชุมชนคือทำของออกมาก่อน แล้วค่อยหาคนซื้อ ซึ่งเสี่ยงมาก โครงการนี้กลับเริ่มจากการดูว่า “ของป่าแบบไหนมีตลาดกำไรสูง” แล้วค่อยย้อนกลับมาพัฒนา “คน” ให้ทำ “ของ” ที่ตรงกับความต้องการ ที่สำคัญคือทำให้ตลาดเข้าหาชุมชนจริง ๆ โดยประสานให้ “พ่อค้าคนกลาง” นำตาชั่งเข้ามาตั้งรับซื้อผลผลิตถึงในพื้นที่ป่า ชาวบ้านจึงไม่ต้องแบกของออกไปไกล ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มกำไรให้เห็นเป็นรูปธรรม ผลที่เกิดขึ้นหลังทำงานเพียง 6 เดือน เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดทั้งตัวเลขและชีวิตจริง ชุมชนสามารถสร้าง Value Chain ใหม่ให้กับ “เห็ดก่อ” (หรืออีกชื่อคือเห็ดแดง) หรือเส้นทางสร้างมูลค่าตั้งแต่การหาไปจนถึงการขาย โดยเห็ดแดงถูกระบุว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระสูงถึง 53% และมีสารเบต้ากลูเคนสูงเทียบเท่าเห็ดราคาแพงอย่างเห็ดโคนหรือเห็ดหลินจือ ทำให้รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 6,000–9,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งกำไรเพิ่ม 15–20% เพราะลดต้นทุนขนส่งจากการมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อถึงพื้นที่ป่า ขณะเดียวกันยังค้นพบศักยภาพของ “ขอนเห็ด” ที่เพาะเห็ดกระด้าง (Hed Kradang) และเห็ดหล่ม (Hed Lom) ซึ่งสามารถแปรรูปขายในรูปแบบผงเห็ดได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละพันบาท
แต่อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือการเกิด “นวัตกรชุมชน” ที่สามารถใช้เทคโนโลยีวางแผนและจัดการทรัพยากรป่าไม้เพื่อสร้างรายได้ได้ด้วยตนเอง ชุมชนเริ่มพึ่งพาตนเองมากขึ้น มีแนวทางสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ฟื้นฟูระบบนิเวศและความเชื่อดั้งเดิมในการดูแลรักษาป่า และเกิดการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเทคโนโลยีพร้อมใช้กับความเชื่อในพื้นที่ หรือ Innovation & Culture Blending

ผศ.ดร.ปริญวัฒน์ ธนศิรเธียรชัย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “เมื่อคนในชุมชนกลับไปดูแลป่า ป่าก็จะกลับมาดูแลคนได้” ประโยคนี้คือหัวใจสำคัญของโครงการ นั้นคือการทำให้ “ป่าอยู่ได้คนอยู่รอด” แบบที่ทั้งสองฝ่ายดูแลกันและกันอย่างยั่งยืน
#หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่
ข่าวอัพเดท
สวทช.-ทช.ใช้วิทย์เทคโนฟื้นฟูชายฝั่งรับมือภูมิอากาศเปลี่ยน
วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ป่าสร้างรายได้ พลิกชีวิตชาวทาเหนือด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา
วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
สจล. ร่วมงานวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น
วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ของขวัญ อว. ศูนย์เรียนรู้โดรน เตาไบโอชาร์สู้ฝุ่นPM2.5
วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
สจล.MOUพัฒนาหลักสูตร-ส่งนศ.ฝึกงานกับ Airbus
วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
“กรมการคัาต่างประเทศ”ส่งเสริมข้าวอินทรีย์ไทยในเยอรมนี
วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569